บทความ

CSI Society สถาบันนักลงทุน CSI

รถคันเล็กกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อ BYD ขอท้าชนเจ้าตลาดญี่ปุ่นด้วย RACCO

6 สิงหาคม 2569

รถคันเล็กกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อ BYD ขอท้าชนเจ้าตลาดญี่ปุ่นด้วย RACCO

รถคันเล็กกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อ BYD ขอท้าชนเจ้าตลาดญี่ปุ่นด้วย RACCO

ในตลาดรถยนต์บางแห่ง การแข่งขันอาจเริ่มต้นจากกำลังเครื่องยนต์ เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ หรือรูปลักษณ์ที่โดดเด่น แต่ในประเทศญี่ปุ่น สมรภูมิที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งกลับเป็นรถยนต์ทรงกล่องขนาดกะทัดรัด ซึ่งถูกออกแบบให้วิ่งได้อย่างคล่องตัวบนถนนแคบ จอดง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

รถประเภทนี้เรียกว่า Kei Car และเป็นมากกว่ายานพาหนะราคาประหยัด เพราะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะครอบครัว ผู้สูงอายุ และผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นอกเมืองใหญ่

วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 BYD ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่จากประเทศจีน ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ตลาดนี้อย่างจริงจังด้วยการเปิดตัว BYD RACCO รถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาตามข้อกำหนดของ Kei Car โดยเฉพาะ นับเป็นความพยายามครั้งสำคัญของบริษัทต่างชาติในการเข้าแข่งขันกับผู้ผลิตญี่ปุ่นที่ครองตลาดมายาวนาน

ตลาดเล็กในแง่ขนาดรถ แต่ใหญ่ในแง่โอกาส

ความน่าสนใจของ RACCO ไม่ได้อยู่ที่ตัวรถเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ขนาดของตลาดที่ BYD กำลังพยายามเข้าไปแข่งขัน

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า ญี่ปุ่นมียอดขายรถยนต์ใหม่ประมาณ 4.57 ล้านคัน ในจำนวนนี้เป็นรถ Kei Car มากกว่า 1.66 ล้านคัน หรือมากกว่าหนึ่งในสามของตลาดทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลครึ่งแรกของปี 2568 พบว่า Kei Car มีสัดส่วนประมาณ 33.4% ของยอดขายรถยนต์นั่งในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ตลาดแห่งนี้ไม่ได้เปิดกว้างสำหรับผู้เล่นต่างชาติมากนัก แบรนด์ญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งถึง 93.9% ของยอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้ผลิตท้องถิ่น ตลอดจนความไว้วางใจของผู้บริโภคที่มีต่อเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย บริการหลังการขาย และมูลค่าขายต่อของรถญี่ปุ่น

สำหรับ BYD นี่จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการทดสอบว่าบริษัทจีนจะสามารถปรับตัวเข้ากับความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคญี่ปุ่นได้ลึกเพียงใด

RACCO ไม่ได้พยายามนำรถจีนมาขายในญี่ปุ่นแบบตรงไปตรงมา

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของตลาดญี่ปุ่นคือ รถที่ประสบความสำเร็จต้องได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในประเทศอย่างแท้จริง

RACCO จึงมาในรูปแบบรถทรงสูงหรือ Super Height Wagon ซึ่งให้พื้นที่ภายในกว้างเมื่อเทียบกับขนาดตัวรถ พร้อมประตูหลังแบบสไลด์ไฟฟ้าทั้งสองด้าน ช่วยให้ขึ้นลงสะดวกในพื้นที่จอดรถจำกัด รุ่นเริ่มต้น RACCO 200 วิ่งได้ประมาณ 210 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ส่วน RACCO 300Plus และ 300Premium เพิ่มระยะทางเป็นประมาณ 320 กิโลเมตร

ราคาอย่างเป็นทางการรวมภาษีเริ่มต้นที่ 2.145 ล้านเยนสำหรับรุ่น RACCO 200 ขณะที่รุ่น 300Plus และ 300Premium มีราคา 2.398 ล้านเยน และ 2.497 ล้านเยนตามลำดับ หลังหักเงินอุดหนุนระดับประเทศ รุ่นเริ่มต้นจะมีภาระซื้อสุทธิประมาณ 1.995 ล้านเยน

ราคานี้แสดงให้เห็นว่า BYD พร้อมใช้ความได้เปรียบด้านการผลิตและต้นทุนเข้าสู้กับคู่แข่งโดยตรง บริษัทระบุว่าสามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญ ตั้งแต่แบตเตอรี่ มอเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงตัวถัง ได้เองประมาณ 90% ซึ่งช่วยลดต้นทุนระหว่างกระบวนการผลิตได้

ราคาถูกกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะได้เปรียบทุกด้าน

แม้ RACCO จะมีราคาก่อนภาษีต่ำกว่า Nissan Sakura แต่เมื่อคำนวณเงินสนับสนุนจากรัฐบาลแล้ว Sakura ยังคงมีราคาสุทธิต่ำกว่า เนื่องจากรถของ Nissan ได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า

ตัวอย่างเช่น Nissan Sakura รุ่นเริ่มต้นมีราคาประมาณ 2.4486 ล้านเยน แต่เมื่อหักเงินสนับสนุนแล้ว ภาระซื้อสุทธิอาจเหลือประมาณ 1.8686 ล้านเยน ต่ำกว่า RACCO 200 ที่ประมาณ 1.995 ล้านเยน

ประเด็นนี้สะท้อนว่า การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ตัดสินจากต้นทุนการผลิตหรือราคาหน้าโชว์รูมเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐ แหล่งผลิตแบตเตอรี่ ระบบบริการ และเงื่อนไขของแต่ละพื้นที่ด้วย

BYD พยายามลดความกังวลของผู้ซื้อด้วยการให้การรับประกันรถทั่วไป 6 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร รับประกันแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่ามีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 70 แห่งทั่วญี่ปุ่น

เป้าหมาย 10,000 คันที่ใหญ่กว่ายอดขายเดิมของ BYD

BYD ตั้งเป้ารับคำสั่งซื้อ RACCO จำนวน 10,000 คันภายในสิ้นปี 2569 ตัวเลขนี้น่าสนใจเมื่อเทียบกับผลงานเดิม เพราะตั้งแต่เริ่มจำหน่ายรถยนต์นั่งในญี่ปุ่นช่วงต้นปี 2566 จนถึงสิ้นปี 2568 บริษัทขายรถได้รวมเพียงกว่า 7,400 คัน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง RACCO เพียงรุ่นเดียวถูกคาดหวังให้สร้างยอดสั่งซื้อภายในไม่กี่เดือน มากกว่ายอดขายรถยนต์ BYD ทุกรุ่นที่สะสมในญี่ปุ่นตลอดเกือบสามปี

นี่ทำให้ RACCO เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากยอดขายเป็นไปตามเป้าหมาย BYD จะพิสูจน์ว่าบริษัทสามารถพัฒนารถเฉพาะสำหรับตลาดต่างประเทศ ไม่ได้อาศัยเพียงการนำรุ่นที่ประสบความสำเร็จในจีนออกไปจำหน่ายทั่วโลก

แต่หากยอดขายต่ำกว่าคาด บริษัทอาจต้องเพิ่มโปรโมชัน ปรับอุปกรณ์ หรือเร่งขยายเครือข่ายบริการ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนและความสามารถในการทำกำไร ตามมุมมองของนักวิเคราะห์ที่ให้ข้อมูลกับ Reuters

ความหมายต่อนักลงทุน

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ควรติดตามจึงไม่ใช่เพียงยอดจองช่วงเปิดตัว แต่รวมถึงยอดส่งมอบจริง อัตราการเปลี่ยนจากผู้ทดลองขับเป็นผู้ซื้อ การขยายศูนย์บริการ และความสามารถในการรักษาราคาโดยไม่ต้องพึ่งส่วนลดจำนวนมาก

อีกประเด็นสำคัญคือ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วนในญี่ปุ่นยังมีขนาดเล็ก โดยมีส่วนแบ่งเพียงประมาณ 1.3% ของยอดขายรถยนต์นั่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขณะที่รถไฮบริดมีบทบาทมากกว่าอย่างชัดเจน ดังนั้น RACCO ไม่ได้กำลังแข่งขันเฉพาะกับ Nissan Sakura หรือรถ Kei EV รุ่นอื่น แต่ต้องโน้มน้าวผู้ใช้รถน้ำมันและรถไฮบริดให้เปลี่ยนพฤติกรรมด้วย

ท้ายที่สุด รถขนาดเล็กคันนี้อาจกลายเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ของ BYD ว่า จุดแข็งด้านแบตเตอรี่ เทคโนโลยี และต้นทุน จะสามารถเอาชนะความภักดีต่อแบรนด์ท้องถิ่นได้หรือไม่

RACCO จึงไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ แต่เป็นตัวชี้วัดความสามารถของ BYD ในการก้าวจากผู้ส่งออกรถยนต์จีน ไปสู่บริษัทระดับโลกที่เข้าใจตลาดแต่ละประเทศอย่างแท้จริง


https://csisociety.com/company-visit/china2026-2china2026