บทความ
CSI Society สถาบันนักลงทุน CSI

7 สิงหาคม 2569
Amazon พุ่งกว่า 15% หลัง AWS โตเร็วที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส สัญญาณว่า AI เริ่มเปลี่ยนจาก “ต้นทุน” เป็น “รายได้”
Amazon พุ่งกว่า 15% หลัง AWS โตเร็วที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส สัญญาณว่า AI เริ่มเปลี่ยนจาก “ต้นทุน” เป็น “รายได้”
หุ้น Amazon กลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่โดดเด่นที่สุดของตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 หลังราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 15% ภายในวันเดียว ภายหลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ที่สะท้อนว่า ธุรกิจ Cloud และการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์เริ่มสร้างผลตอบแทนในระดับที่ตลาดมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น
หัวใจสำคัญของผลประกอบการครั้งนี้อยู่ที่ Amazon Web Services หรือ AWS ซึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็น 42,200 ล้านดอลลาร์ นับเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานของ AWS เพิ่มขึ้นจาก 10,200 ล้านดอลลาร์ เป็น 16,600 ล้านดอลลาร์ หรือเติบโตประมาณ 64% ังกล่าวช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนว่า Amazon กำลังใช้เงินจำนวนมหาศาลกับโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยยังไม่สามารถสร้างรายได้กลับคืนมาได้ และทำให้ตลาดเริ่มมองว่า การลงทุนใน Data Center ชิป และบริการ AI ของบริษัทอาจกำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลตอบแทน
ตัวเลขที่มากกว่าการเติบโตของ AWS
Amazon รายงานรายได้รวมในไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 200,600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 43% จาก 19,200 ล้านดอลลาร์ เป็นประมาณ 27,500 ล้านดอลลาร์
ธุรกิจหลักทั้งสามส่วนเติบโตพร้อมกัน ได้แก่
ธุรกิจอเมริกาเหนือมีรายได้ 116,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16%
ธุรกิจระหว่างประเทศมีรายได้ 42,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15%
AWS มีรายได้ 42,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 37%
แม้ AWS จะสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 21% ของรายได้รวม แต่กลับสร้างกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 16,600 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 60% ของกำไรจากการดำเนินงานทั้งหมดของ Amazon สะท้อนว่า AWS ยังคงเป็นเครื่องยนต์ทำกำไรที่สำคัญที่สุดของบริษัท รจากการดำเนินงานของ AWS อยู่ที่ประมาณ 39.4% เพิ่มขึ้นจาก 32.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน การที่รายได้และอัตรากำไรเพิ่มขึ้นพร้อมกันจึงเป็นสัญญาณสำคัญว่า ความต้องการใช้งานระบบ Cloud และ AI ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงในเชิงปริมาณ แต่ Amazon ยังสามารถบริหารต้นทุนและเปลี่ยนความต้องการดังกล่าวให้กลายเป็นกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
AI เริ่มสร้างรายได้จริง ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าในอนาคต
Andy Jassy ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazon ระบุว่า ธุรกิจ AI บน AWS และธุรกิจชิปของบริษัทต่างมีรายได้ในอัตราต่อปีสูงกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ และทั้งสองธุรกิจยังเติบโตในระดับเลขสามหลักเมื่อเทียบกับปีก่อน
ตัวเลขนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะตลาดกำลังเปลี่ยนวิธีประเมินบริษัทเทคโนโลยี จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับจำนวนเงินลงทุนและแผนการสร้าง Data Center มาเป็นการตั้งคำถามว่า บริษัทสามารถเปลี่ยนกำลังประมวลผลเหล่านั้นให้เป็นรายได้จริงได้เร็วเพียงใด
Amazon ยังเดินหน้าพัฒนาชิปของตัวเอง เช่น Trainium สำหรับงาน AI และ Graviton สำหรับงานประมวลผลทั่วไป รวมถึงขยายบริการ Amazon Bedrock ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้และพัฒนาแอปพลิเคชันจากโมเดล AI หลายค่ายได้บนระบบของ AWS ปรียบของ Amazon จึงไม่ได้อยู่เพียงการให้เช่าพื้นที่ Cloud แต่ครอบคลุมตั้งแต่ชิป ระบบประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล โมเดล AI เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา ไปจนถึงระบบความปลอดภัยและการนำ AI ไปใช้งานภายในองค์กร
เหตุใดหุ้น Amazon จึงพุ่งแรง
ราคาหุ้น Amazon เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และเป็นหนึ่งในการปรับขึ้นรายวันที่แรงที่สุดของบริษัทนับตั้งแต่ปี 2555 แรงซื้อดังกล่าวช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ และลดความกังวลว่า การลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อาจสูงเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้รับกลับมา ด้ให้รางวัล Amazon เพียงเพราะรายได้สูงกว่าที่คาด แต่ให้รางวัลกับ “คุณภาพของการเติบโต” โดยเฉพาะการที่ AWS กลับมาเร่งตัวอย่างชัดเจน พร้อมกับอัตรากำไรที่แข็งแกร่ง
Reuters รายงานว่า AWS เติบโตสูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ ซึ่งคาดไว้ประมาณ 31% และการเติบโตดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจว่า Amazon ยังสามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่อื่นได้ในยุค AI ุทธิสูง แต่ต้องแยกกำไรพิเศษออกก่อน
Amazon รายงานกำไรสุทธิ 62,600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 18,200 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรนำตัวเลขทั้งหมดไปมองว่าเป็นกำไรจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ
กำไรสุทธิไตรมาสนี้รวมรายได้อื่นก่อนหักภาษีประมาณ 53,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการประเมินมูลค่าการลงทุนของ Amazon ใน Anthropic ผู้พัฒนาโมเดล AI Claude ตัวเลขที่สะท้อนประสิทธิภาพของธุรกิจหลักได้ชัดเจนกว่าคือ กำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 43% และกำไรของ AWS ที่เพิ่มขึ้น 64% มากกว่าการพิจารณากำไรสุทธิเพียงตัวเลขเดียว
ด้านที่ตลาดยังต้องติดตาม: เงินลงทุนและกระแสเงินสด
การเติบโตของ AI มาพร้อมต้นทุนที่สูงมาก Amazon รายงานกระแสเงินสดจากการดำเนินงานย้อนหลัง 12 เดือนที่ 161,400 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 33% แต่กระแสเงินสดอิสระกลับติดลบประมาณ 7,600 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากบริษัทเพิ่มการซื้ออสังหาริมทรัพย์ อุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI
ค่าใช้จ่ายลงทุนสุทธิย้อนหลัง 12 เดือนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 169,000 ล้านดอลลาร์ จากราว 103,000 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน ขณะที่ Amazon เพิ่มแผนการลงทุนปี 2569 เป็นประมาณ 220,000 ล้านดอลลาร์ ำคัญสำหรับนักลงทุนจึงไม่ใช่เพียงว่า AWS จะเติบโตหรือไม่ แต่ต้องติดตามว่า รายได้และกำไรจะเติบโตเร็วพอที่จะชดเชยเงินลงทุนจำนวนมหาศาลหรือไม่
อุตสาหกรรมใดอาจได้รับประโยชน์
ผลประกอบการของ Amazon สนับสนุนมุมมองว่า วัฏจักรการลงทุนใน AI Infrastructure ยังไม่สิ้นสุด และอาจส่งผลบวกต่อหลายกลุ่มธุรกิจ ได้แก่
ผู้ผลิตชิปประมวลผล AI
ความต้องการกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอาจสนับสนุนบริษัทอย่าง Nvidia, AMD และ Broadcom อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชิป Trainium ของ Amazon เองก็เพิ่มการแข่งขันให้กับผู้ผลิตชิปภายนอกเช่นกัน
ผู้ผลิต Memory Chip
ระบบ AI ต้องใช้หน่วยความจำความเร็วสูงและระบบจัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก ทำให้บริษัทในห่วงโซ่ DRAM, HBM และ Storage เช่น Micron มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขยาย Data Center
ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์เครือข่าย
การสร้างศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ สวิตช์ ระบบเชื่อมต่อความเร็วสูง และ Optical Components เพิ่มขึ้นตามปริมาณข้อมูล
ระบบไฟฟ้าและระบบระบายความร้อน
Data Center สำหรับ AI ใช้พลังงานและสร้างความร้อนสูงกว่าศูนย์ข้อมูลแบบเดิม จึงเพิ่มความต้องการระบบจ่ายไฟ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบสำรองไฟ และ Liquid Cooling
ผู้ผลิตและผู้ให้บริการพลังงาน
การขยายศูนย์ข้อมูลทำให้บริษัทเทคโนโลยีต้องทำสัญญาจัดหาพลังงานระยะยาวและลงทุนในแหล่งผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ต้นทุนพลังงานและข้อจำกัดของระบบสายส่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการเติบโตเช่นกัน ปสำหรับนักลงทุน
ผลประกอบการ Amazon ไตรมาสนี้กำลังบอกตลาดว่า การลงทุนด้าน AI เริ่มเปลี่ยนจากเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคตมาเป็นรายได้และกำไรที่วัดผลได้จริง โดยมี AWS เป็นหลักฐานสำคัญที่สุด
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรแยกกำไรจากธุรกิจหลักออกจากกำไรพิเศษที่เกิดจากการประเมินมูลค่าการลงทุนใน Anthropic และติดตามผลกระทบจากเงินลงทุนจำนวนมากที่ทำให้กระแสเงินสดอิสระติดลบ
คำถามสำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่ว่า Amazon จะลงทุนใน AI อีกเท่าใด แต่คือ Amazon จะสามารถเพิ่มจำนวนลูกค้า การใช้งานระบบ รายได้ และกำไรได้เร็วกว่าเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
หากคำตอบยังคงเป็นเช่นเดียวกับผลประกอบการไตรมาสนี้ AWS อาจไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจ Cloud ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่จะกลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสำคัญที่กำหนดว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจจาก AI จะถูกสร้างและกระจายไปยังอุตสาหกรรมใดบ้างในอนาคต
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Amazon Investor Relations: ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ers: ผลประกอบการ AWS และแผนลงทุนด้าน AI ของ Amazon ncial Times: ภาพรวมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ มนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและการศึกษา ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์*

