บทความ

CSI Society สถาบันนักลงทุน CSI

"มิตรภาพบนรอยร้าว? เมื่อ 'ทรัมป์-สี' เตรียมเผชิญหน้า  จับตาปมร้อนไต้หวันและดีลอาวุธหมื่นล้าน"

12 พฤษภาคม 2569

"มิตรภาพบนรอยร้าว? เมื่อ 'ทรัมป์-สี' เตรียมเผชิญหน้า จับตาปมร้อนไต้หวันและดีลอาวุธหมื่นล้าน"

"มิตรภาพบนรอยร้าว? เมื่อ 'ทรัมป์-สี' เตรียมเผชิญหน้า จับตาปมร้อนไต้หวันและดีลอาวุธหมื่นล้าน"

ลองจินตนาการถึงบรรยากาศในกรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคมนี้ครับ เมื่อเครื่องบิน Air Force One แตะรันเวย์ สายตาคนทั้งโลกจะจับจ้องไปที่การเผชิญหน้าของสองบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก นั่นคือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเยี่ยมเยียนตามมารยาททางการทูต แต่มันคือ "แมตช์หยุดโลก" ที่มีอนาคตของเศรษฐกิจและความมั่นคงเป็นเดิมพัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในช่วงที่ผ่านมาเปรียบเสมือนรถไฟเหาะที่มีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งพัวพันกัน ตั้งแต่เรื่องกำแพงภาษีการค้าที่กระทบไปถึงเงินในกระเป๋าของคนทั่วโลก ไปจนถึงสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและอิหร่าน แต่หัวใจสำคัญที่เป็น "เผือกร้อน" ที่สุดในการสนทนาครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของ "ไต้หวัน" ครับ

ฝ่ายจีนยึดมั่นเสมอว่าไต้หวันคือส่วนหนึ่งของแผ่นดินแม่ ในขณะที่ฟากฝั่งสหรัฐฯ แม้จะประกาศยอมรับนโยบาย "จีนเดียว" (One China Policy) แต่ในทางปฏิบัติ สหรัฐฯ กลับเป็น "พี่ใหญ่" ที่คอยสนับสนุนด้านความมั่นคงให้กับไต้หวันมาโดยตลอด ตามกฎหมาย Taiwan Relations Act ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันที่จีนมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการรวมชาติ

สิ่งที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ทวีความเข้มข้นขึ้น คือการที่ทรัมป์ออกมาประกาศชัดเจนก่อนเดินทางว่า "ผมจะคุยเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวัน" คำพูดนี้เหมือนเป็นการโยนหินถามทาง เพราะเขารู้ดีว่านี่คือหัวข้อที่สี จิ้นผิง "ไม่อยากฟัง" มากที่สุด โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติขายอาวุธล็อตประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 4 แสนล้านบาท) ไปเมื่อไม่นานมานี้

นอกจากนี้ ทีมงานของทรัมป์ยังส่งสัญญาณกดดันให้ไต้หวัน "จ่าย" มากขึ้นเพื่อการป้องกันตัวเอง ซึ่งนี่คือสไตล์การเจรจาแบบนักธุรกิจที่เน้นความคุ้มค่าและผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก

แต่ในมุมที่ดูเหมือนจะดุเดือด ทรัมป์กลับยังแสดงความมั่นใจในแบบฉบับของเขาว่า "ความตึงเครียดนี้จะไม่กลายเป็นสงคราม" เขามักจะอ้างถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีกับสี จิ้นผิง โดยเชื่อว่าความเข้าใจระหว่างผู้นำจะสามารถสะกดรอยร้าวนี้ไม่ให้บานปลายได้ เป็นการใช้ศิลปะการเจรจา (The Art of the Deal) ที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างการกดดันและการประนีประนอม

การพบกันที่ปักกิ่งในสัปดาห์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่มันคือการวางหมากรุกระดับโลก หากการเจรจาราบรื่น เราอาจเห็นเสถียรภาพทางการค้ากลับมาอีกครั้ง แต่หากตกลงกันไม่ได้ คลื่นความผันผวนระลอกใหม่ก็อาจซัดเข้าหาเศรษฐกิจโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ครับ

เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า "ความสัมพันธ์ที่ดี" ที่ทรัมป์กล่าวอ้าง จะมีน้ำหนักพอที่จะแลกกับความอ่อนไหวเรื่องไต้หวันได้หรือไม่?