บทความ
CSI Society สถาบันนักลงทุน CSI

21 กรกฎาคม 2569
IBM ร่วงราว 25% เมื่อกระแส AI กำลังเปลี่ยนทิศทางงบไอทีขององค์กร
IBM ร่วงราว 25% เมื่อกระแส AI กำลังเปลี่ยนทิศทางงบไอทีขององค์กร
ตลอดช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนคุ้นเคยกับเรื่องราวที่ว่า “AI คือแรงขับเคลื่อนใหม่ของหุ้นเทคโนโลยี” แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ International Business Machines หรือ IBM กำลังเตือนตลาดว่า แม้กระแส AI จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ผลประโยชน์ไม่ได้กระจายไปยังบริษัทเทคโนโลยีทุกแห่งอย่างเท่าเทียมกัน
ในทางตรงกันข้าม การเร่งลงทุนใน AI อาจกำลังดึงงบประมาณออกจากซอฟต์แวร์ ระบบไอที และโครงการเทคโนโลยีแบบเดิม จนกลายเป็นแรงกดดันต่อบริษัทที่ปรับตัวไม่ทัน
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 IBM เปิดเผยผลประกอบการเบื้องต้นของไตรมาส 2 ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้หุ้นร่วงลงราวหนึ่งในสี่ภายในวันเดียว และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังหุ้นซอฟต์แวร์รายอื่น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า IBM กำลังล้มเหลวเพราะ AI เพียงปัจจัยเดียว แต่เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนทั้งการเปลี่ยนแปลงของงบลงทุนองค์กร ปัญหาการปิดดีล และความท้าทายในการบริหารธุรกิจเทคโนโลยีในช่วงที่ตลาดกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
ตัวเลขที่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง
IBM คาดว่ารายได้ไตรมาส 2 จะอยู่ที่ประมาณ 17,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเพียง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ต่ำกว่าประมาณการเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ 17,860 ล้านดอลลาร์
กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงคาดว่าจะอยู่ที่ 2.93 ดอลลาร์ ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ประมาณ 3.01–3.02 ดอลลาร์ ขณะที่รายได้ธุรกิจซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น 5% ธุรกิจที่ปรึกษาทรงตัว และรายได้จากกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานลดลง 7%
ตัวเลขเหล่านี้อาจไม่ได้ดูเลวร้ายถึงขั้นวิกฤต แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนกังวลคือคำอธิบายจากผู้บริหาร ซึ่งสะท้อนว่า IBM ไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าได้รวดเร็วเพียงพอ
ราคาหุ้น IBM จึงปรับตัวลงราว 23–25% ตามช่วงเวลาของการซื้อขาย โดย Reuters ประเมินว่า หากการลดลงดังกล่าวคงอยู่ บริษัทอาจสูญเสียมูลค่าตลาดประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าก่อนเกิดแรงขายราว 272,780 ล้านดอลลาร์ รต้องเลือกว่าจะใช้งบกับอะไร
Arvind Krishna ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ IBM อธิบายว่า ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน ลูกค้าองค์กรจำนวนมากเริ่มโยกงบลงทุนประจำไตรมาสไปซื้อเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล และหน่วยความจำ
เหตุผลสำคัญคือ องค์กรต้องการล็อกปริมาณสินค้าที่มีอุปทานจำกัด และซื้อก่อนที่ต้นทุนอุปกรณ์จะปรับตัวสูงขึ้น
เมื่อเงินลงทุนถูกนำไปใช้กับโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น งบประมาณสำหรับซอฟต์แวร์ ระบบประมวลผลธุรกรรม และโครงการเทคโนโลยีบางส่วนจึงถูกชะลอออกไป
IBM ยอมรับว่าบริษัทคาดการณ์ผลกระทบจากข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทานไว้แล้ว แต่ไม่ได้คาดว่าการจัดลำดับงบลงทุนใหม่ของลูกค้าจะเกิดขึ้นในระดับรุนแรงเช่นนี้
นอกจากนี้ ดีลขนาดใหญ่หลายโครงการไม่สามารถปิดได้ตามกำหนดเวลา ขณะที่ลูกค้าบางส่วนให้ความสำคัญกับการรับมือความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อระบบอื่นล่าช้าออกไป
ผู้บริหาร IBM จึงไม่ได้โทษเฉพาะสภาพตลาด แต่ยอมรับด้วยว่าทีมงานปรับตัวช้าเกินไป และไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอในช่วงเวลาสำคัญ ำลายงบไอที แต่กำลังจัดสรรงบใหม่
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของข่าวนี้ไม่ใช่เพียงราคาหุ้น IBM ที่ร่วงแรง แต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการใช้เงินของลูกค้าองค์กร
บริษัทจำนวนมากไม่ได้หยุดลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่กำลังนำเงินไปใช้กับสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI ก่อน ได้แก่
เซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูง ระบบจัดเก็บข้อมูล หน่วยความจำ อุปกรณ์เครือข่าย ศูนย์ข้อมูล และระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์
นั่นหมายความว่า งบประมาณก้อนเดียวกันอาจไม่ได้ไหลเข้าสู่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบที่ปรึกษา หรือผู้ขายเทคโนโลยีแบบเดิมในอัตราเท่าเดิม
AI จึงไม่ใช่คลื่นที่ยกเรือทุกลำขึ้นพร้อมกัน แต่เป็นคลื่นที่กำลังเปลี่ยนเส้นทางของเงินลงทุน ผู้ชนะในระยะแรกอาจเป็นบริษัทที่ขายชิป เซิร์ฟเวอร์ หน่วยความจำ ระบบจัดเก็บข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล ขณะที่บริษัทซอฟต์แวร์จะต้องแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนช่วยลูกค้าลดต้นทุน เพิ่มรายได้ หรือใช้งาน AI ได้จริง
ภายในตัวเลขที่อ่อนแอยังมีธุรกิจบางส่วนเติบโต
แม้ผลประกอบการโดยรวมจะต่ำกว่าคาด แต่ภาพภายใน IBM ไม่ได้อ่อนแอทุกส่วน
รายได้ Red Hat ซึ่งเป็นธุรกิจไฮบริดคลาวด์ที่สำคัญของ IBM เพิ่มขึ้น 11% ขณะที่กลุ่ม Distributed Infrastructure ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์อย่าง Power และระบบจัดเก็บข้อมูล มีรายได้เติบโตถึง 37% และมีคำสั่งซื้อค้างส่งประมาณ 500 ล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นสุดไตรมาส
ตัวเลขนี้ยิ่งตอกย้ำว่า เงินไม่ได้หายออกจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่กำลังไหลจากผลิตภัณฑ์บางประเภทไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่ลูกค้าเห็นว่าจำเป็นเร่งด่วนกว่า
จุดอ่อนสำคัญอยู่ในธุรกิจเมนเฟรมและซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะระบบประมวลผลธุรกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานรายได้ดั้งเดิมของ IBM และเกี่ยวข้องกับลูกค้าขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมธนาคาร สายการบิน และหน่วยงานภาครัฐ รอ่านเหตุการณ์นี้อย่างไร
บทเรียนแรกคือ ไม่ควรจัดหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมดไว้ในกลุ่มเดียวกัน เพียงเพราะทุกบริษัทพูดถึง AI ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทจะสร้างรายได้หรือกำไรจาก AI ได้พร้อมกัน
บทเรียนที่สองคือ ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ความต้องการ AI” กับ “ความสามารถในการสร้างรายได้จาก AI” บริษัทอาจมีเทคโนโลยีที่ดี มีพันธมิตรจำนวนมาก และประกาศแผนลงทุนขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่ตลาดต้องการเห็นคือรายได้ อัตรากำไร กระแสเงินสด และดีลที่ปิดได้จริง
บทเรียนที่สามคือ คุณภาพการดำเนินงานยังมีความสำคัญ การเปลี่ยนทิศทางงบลงทุนของลูกค้าเป็นปัจจัยภายนอก แต่การคาดการณ์ยอดขาย การบริหารทีมขาย และการปิดดีลเป็นสิ่งที่ผู้บริหารต้องรับผิดชอบ
IBM ยังมีจุดแข็งใน Red Hat ระบบไฮบริดคลาวด์ เมนเฟรม โครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กร การประมวลผลควอนตัม และฐานลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ แต่บริษัทต้องพิสูจน์ว่าสามารถเชื่อมโยงสินทรัพย์เหล่านี้เข้ากับยุค AI และสร้างการเติบโตที่นักลงทุนมองเห็นได้จริง
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้
ตัวเลขที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมยังเป็นเพียงผลประกอบการเบื้องต้น IBM ระบุว่าตัวเลขฉบับสมบูรณ์อาจแตกต่างออกไปเล็กน้อย และมีกำหนดรายงานผลไตรมาส 2 อย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กรกฎาคม 2026
นักลงทุนควรติดตามรายละเอียดของรายได้ซอฟต์แวร์ อัตรากำไร แนวโน้มกระแสเงินสด คำสั่งซื้อค้างส่ง ความคืบหน้าของดีลที่เลื่อนออกไป และการปรับประมาณการทั้งปี
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องดูว่าการโยกงบจากซอฟต์แวร์ไปยังโครงสร้างพื้นฐานเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวในหนึ่งหรือสองไตรมาส หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่อาจกดดันธุรกิจซอฟต์แวร์ต่อเนื่อง
เหตุการณ์ของ IBM ไม่ได้บอกว่าอนาคตของบริษัทสิ้นสุดลง และไม่ได้หมายความว่าหุ้นซอฟต์แวร์ทุกแห่งจะตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
แต่มันกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ในยุค AI นักลงทุนไม่ควรถามเพียงว่า “บริษัทนี้เกี่ยวข้องกับ AI หรือไม่”
คำถามที่สำคัญกว่าคือ “บริษัทอยู่ตรงส่วนใดของห่วงโซ่มูลค่า AI เงินของลูกค้ากำลังไหลเข้าหรือไหลออกจากธุรกิจนั้น และบริษัทสามารถเปลี่ยนกระแส AI ให้กลายเป็นกำไรจริงได้เร็วเพียงใด”
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
จดหมายถึงนักลงทุนของ Arvind Krishna และเอกสารที่ IBM ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ วันที่ 14 กรกฎาคม 2026 uters วันที่ 14 กรกฎาคม และปรับปรุงวันที่ 15 กรกฎาคม 2026 sociated Press เกี่ยวกับผลประกอบการเบื้องต้นและการเคลื่อนไหวของหุ้น IBM ัดทำเพื่อให้ข้อมูลและการศึกษา ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์*


