บทความ

CSI Society สถาบันนักลงทุน CSI

ไทยยังเสน่ห์แรง! สรุปตัวเลข 4 เดือนแรกปี 69 เม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้าไม่หยุด ทะลุ 1.2 แสนล้าน

21 พฤษภาคม 2569

ไทยยังเสน่ห์แรง! สรุปตัวเลข 4 เดือนแรกปี 69 เม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้าไม่หยุด ทะลุ 1.2 แสนล้าน

ไทยยังเสน่ห์แรง! สรุปตัวเลข 4 เดือนแรกปี 69 เม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้าไม่หยุด ทะลุ 1.2 แสนล้าน 

หากเราลองหลับตาแล้วนึกภาพบรรยากาศการทำธุรกิจในประเทศไทยชั่วโมงนี้ หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า "เศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?" คำตอบที่น่าสนใจเพิ่งถูกเปิดเผยออกมาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งฉายภาพให้เห็นสถิติตัวเลขในรอบ 4 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม - เมษายน) ที่บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตและการปรับตัวของเม็ดเงินลงทุนได้อย่างน่าตื่นเต้นครับ

เสน่ห์เมืองไทยในสายตาชาวโลก: ทุนต่างชาติพุ่งกระฉูด 124% สิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดในเวลานี้คงหนีไม่พ้น "ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ" ที่พากันหลั่งไหลเข้ามาปักหมุดทำธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนสูงถึง 438 ราย ซึ่งถ้าเทียบกับปีก่อน ถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 21%

แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ "มูลค่าเงินทุน" ครับ เม็ดเงินดีดตัวสูงขึ้นไปแตะ 129,332 ล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดดจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 124% (คิดเป็นเงินที่เพิ่มขึ้นมากว่า 71,472 ล้านบาท) สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่หอมหวานและปลอดภัยในสายตาของนักลงทุนข้ามชาติ

ใครคือพี่ใหญ่ที่ขนเงินมาลงทุนมากที่สุด? ถ้าลองมาแยกดูสัญชาติของนักลงทุน 5 อันดับแรกที่รักเมืองไทยมากที่สุดในรอบนี้ จะพบความหลากหลายที่น่าสนใจมากครับ:

  • สหรัฐอเมริกา มาเป็นอันดับหนึ่งในแง่จำนวนราย อยู่ที่ 77 ราย (เม็ดเงิน 5,951 ล้านบาท)
  • จีน ขนเม็ดเงินมาแบบจัดเต็มถึง 25,092 ล้านบาท (จำนวน 65 ราย)
  • ญี่ปุ่น ไล่เลี่ยกันมาติดๆ ที่ 24,724 ล้านบาท (จำนวน 65 ราย)
  • สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนของเรา จัดไป 23,575 ล้านบาท (จำนวน 57 ราย)
  • ฮ่องกง ปิดท้ายท็อปไฟว์ด้วยมูลค่า 8,066 ล้านบาท (จำนวน 42 ราย)

EEC: แม่เหล็กดึงดูดเมกะโปรเจกต์ แน่นอนว่าพื้นที่เนื้อหอมที่สุดย่อมหนีไม่พ้น "เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก" หรือ EEC โดยมีนักลงทุนต่างชาติเข้าไปจับจองพื้นที่ถึง 134 ราย (คิดเป็น 31% ของนักลงทุนทั้งหมด) กวาดเม็ดเงินไปเกือบครึ่งแสนล้านบาท หรือราวๆ 49,957 ล้านบาท โดยมีพี่ใหญ่อย่าง จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในพื้นที่นี้

สมรภูมิธุรกิจไทย: ขาลงของปริมาณ แต่เป็นขาขึ้นของ "ออนไลน์" ตัดภาพกลับมาดูการจดทะเบียนของธุรกิจสัญชาติไทยกันบ้างครับ ในภาพรวม 4 เดือนแรก มีการตั้งบริษัทใหม่รวม 29,679 ราย แม้ว่าจำนวนรายจะลดลงเล็กน้อยประมาณ 1.56% และทุนจดทะเบียนรวมจะลดลง 27.41% (อยู่ที่ 81,341 ล้านบาท) แต่ในความเงียบเหงากลับมี "ฮีโร่" ซ่อนอยู่ครับ

ธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นและกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดคือ "ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต" หรือ E-commerce ที่มีการจดทะเบียนตั้งใหม่สูงถึง 801 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 51.99% สะท้อนว่าพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ของคนไทยไม่ได้เป็นแค่กระแสชั่วคราว แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีธุรกิจบริการอื่นๆ และธุรกิจร้านอาหาร/ภัตตาคาร (ตั้งใหม่ 1,408 ราย โตขึ้น 13.82%) ที่ฟื้นตัวตามภาคการท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด

บทสรุปและมุมมองสู่อนาคต ปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ประเทศไทยมีนิติบุคคลที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด 992,420 ราย รวมมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงถึง 23.79 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทจำกัด (79.81%) ตามมาด้วยห้างหุ้นส่วนจำกัด (20.04%) และบริษัทมหาชนจำกัด (0.15%)

ตัวเลขทั้งหมดนี้กำลังส่งสัญญาณบอกเราว่า แม้การแข่งขันภายในประเทศจะเข้มข้นจนทำให้ยอดรวมการตั้งบริษัทใหม่ชะลอตัวลงไปบ้าง แต่เม็ดเงินจากต่างชาติและความร้อนแรงของโลกออนไลน์คือกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไป ใครที่กำลังทำธุรกิจอยู่หรือคิดจะเริ่มต้นหมุดหมายใหม่ๆ ลองนำอินไซต์เหล่านี้ไปปรับกลยุทธ์กันดูนะครับ เพราะโอกาสมักจะซ่อนอยู่ในเทรนด์ที่กำลังมาเสมอครับ