บทความ

CSI Society สถาบันนักลงทุน CSI

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ  อัตราดอกเบี้ยยังไม่ลด เสี่ยงกดดันกระแสเงินทุน

6 กุมภาพันธ์ 2569

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ยยังไม่ลด เสี่ยงกดดันกระแสเงินทุน

กรุงเทพธุรกิจ, 5 กุมภาพันธ์ 2567  

https://www.bangkokbiznews.com/business/finance/1111785


   ในช่วงต้นสัปดาห์ ตลาดหุ้นไทยกลับมาเผชิญแรงขายอีกครั้ง หลังจากมีสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปนานกว่าที่คาด ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย (SET) มีความผันผวนเพิ่มขึ้น นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มชะลอการลงทุน หรือขายทำกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างไทย ที่อาจได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลออกและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง


ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้จึงยังอยู่ในโหมดของความไม่แน่นอน นักลงทุนต่างต้องประเมินว่าการคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงของสหรัฐฯ จะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยอย่างไร และจะมีนัยใดต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศในระยะกลางถึงยาว


สรุปประเด็นข่าวสำคัญ

  • - ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าอาจยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้
  • - ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดชี้ถึงภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวเหนือตัวเลขเป้าหมาย
  • - ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเอเชียหลายแห่งปรับตัวลงจากความกังวลต่อดอกเบี้ย
  • - นักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย
  • - ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า หากเฟดยังไม่ลดดอกเบี้ยลงเร็วๆ นี้
  • - ตลาดหุ้นไทยมีแรงขายต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่


วิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย / นักลงทุน


การที่เฟดอาจยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ววัน เป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อภาวะตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนส่วนหนึ่งคาดหวังว่าจะเห็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ และกระตุ้นกิจกรรมการลงทุน อย่างไรก็ตาม การส่งสัญญาณแบบ "hawkish" จากเฟด จะทำให้สินทรัพย์ความเสี่ยงทั่วโลกได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเปิดอย่างไทย ซึ่งอาจเห็นเงินทุนต่างชาติไหลออกมากขึ้น


แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติอาจกระทบต่อหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่เน้นนักลงทุนสถาบัน ทำให้ SET Index มีโอกาสไหลลงมาทดสอบแนวรับใหม่ นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยจึงควรระวังความผันผวนระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น และจับตาการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทประกอบไปด้วย เพราะเงินทุนเคลื่อนไหวมักสัมพันธ์กับอัตราแลกเปลี่ยน


สำหรับนักลงทุนรายย่อย จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินประเทศหลัก โดยพิจารณาทั้งผลทางตรงจากทิศทางดอกเบี้ย และผลทางอ้อม เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ต้นทุนทางการเงิน และพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลต่อแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย


ประเด็นที่ต้องติดตามหลังจากนี้


หลังจากเฟดส่งสัญญาณว่ายังไม่รีบลดดอกเบี้ยในปีนี้ นักลงทุนควรติดตามสถิติเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ (PCE, CPI) รายเดือน การจ้างงาน และรายได้แรงงาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เฟดใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน


ในประเทศ นักลงทุนควรติดตามท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าจะมีความยืดหยุ่นในการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ เมื่อเทียบกับแรงกดดันด้านค่าเงิน นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติ และแรงขายหรือซื้อสุทธิรายวันในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยสะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติได้อย่างชัดเจน


สุดท้าย ควรติดตามการประชุมเฟดครั้งถัดไป และถ้อยแถลงของกรรมการเฟดอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ามีการปรับโทนเป็นกลางหรือผ่อนคลายมากขึ้น อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นทั่วโลกและ SET ฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี



https://csisociety.com/course-live/csi26

20260202_s_eEKTj94G6e.webp