บทความ
CSI Society สถาบันนักลงทุน CSI

2 มีนาคม 2569
ศึกตะวันออกกลางเดือด!เปิดพอร์ตรับมือหุ้นรุ่ง-ร่วง นาทีทองนักลงทุน?
"ศึกตะวันออกกลางเดือด!เปิดพอร์ตรับมือหุ้นรุ่ง-ร่วง นาทีทองนักลงทุน?
ประเด็นร้อนระดับโลกที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระเป๋าเงินและพอร์ตการลงทุนของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กลับมาคุโชนอีกครั้ง โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเปรียบเสมือน "Geopolitical Shock" หรือแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกต้องสั่นคลอน
ทำไมไทยถึงต้องจับตามองเป็นพิเศษ?
หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุการณ์ไกลตัวขนาดนั้น กระทบเราอย่างไร? คำตอบง่ายๆ คือ "พลังงาน" ครับ ประเทศไทยเราเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิรายใหญ่ (Net Energy Importer) เมื่อมีความขัดแย้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการผลิตน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่าง Brent จึงดีดตัวสูงขึ้นทันที นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าหากความขัดแย้งนี้ลุกลาม เราอาจได้เห็นราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือมากกว่านั้น ซึ่งจะส่งผลเป็นโดมิโนไปยังต้นทุนสินค้าและการขนส่งในบ้านเราครับ
เปิดโพย "หุ้นกลุ่มดาวรุ่ง" ที่ได้รับอานิสงส์
ในวิกฤตมักมีโอกาสเสมอ สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาที่พักเงินหรือเก็งกำไรจากสถานการณ์นี้ กลุ่มที่ดูโดดเด่นขึ้นมาทันทีคือ:
- ยักษ์ใหญ่พลังงานต้นน้ำ (Upstream): แน่นอนว่าเมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ผู้ที่ขุดเจาะและสำรวจน้ำมันอย่าง PTTEP และ PTT ย่อมได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาขายที่เพิ่มขึ้น
- กลุ่มโรงกลั่น (Refinery): กลุ่มนี้จะได้รับอานิสงส์จาก "กำไรจากสต็อกน้ำมัน" (Stock Gain) เนื่องจากน้ำมันที่ซื้อไว้ในราคาเดิมมีมูลค่าสูงขึ้นทันทีเมื่อราคาตลาดโลกดีดตัว รวมถึงค่าการกลั่นที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น หุ้นในกลุ่มนี้ที่น่าจับตาได้แก่ TOP, BCP, IRPC และ SPRC
- พลังงานทางเลือกและถ่านหิน: เมื่อน้ำมันแพง โลกจะเริ่มมองหาพลังงานทดแทน หรือการเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงอื่นที่คุ้มค่ากว่า เช่น การทำ Coal Switching หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติ หุ้นอย่าง BANPU จึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่มักจะเคลื่อนไหวในเชิงบวกตามราคาพลังงานโลก
สำรวจ "กลุ่มเสี่ยง" ที่ต้องเฝ้าระวัง
ในทางกลับกัน มีหลายอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับ "ลมต้าน" อย่างหนักหน่วง:
- ธุรกิจการบินและท่องเที่ยว: นี่คือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เพราะน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) คือต้นทุนหลักกว่า 30-40% ของสายการบิน นอกจากนี้บรรยากาศความตึงเครียดทั่วโลกยังทำให้ผู้คนชะลอการเดินทาง หุ้นอย่าง AOT, AAV รวมถึงกลุ่มโรงแรมอย่าง MINT และ CENTEL อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันระยะสั้น
- อุตสาหกรรมปิโตรเคมี: เนื่องจากใช้น้ำมันและก๊าซเป็นวัตถุดิบ (Feedstock) เมื่อต้นทุนต้นทางสูงขึ้น แต่ความต้องการซื้อปลายทางอาจลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ส่วนต่างกำไร (Spread) แคบลง หุ้นที่ต้องระวังคือ PTTGC และ IVL
เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนเราว่า "ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน" ในฐานะนักลงทุน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและไม่ตื่นตระหนกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น ทองคำ หรือการปรับสัดส่วนถือครองเงินสดเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม ก็เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเป็นอย่างไร การมีสติและแผนการลงทุนที่ชัดเจนจะช่วยให้เราก้าวข้ามทุกวิกฤตไปได้เสมอ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนและรักษาสุขภาพทั้งกายและใจในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ครับ

