บทความ

CSI Society สถาบันนักลงทุน CSI

"ตลท. เอาจริง! เตรียมเก็บค่าธรรมเนียมพวก 'ส่งคำสั่งรัวแต่ไม่ซื้อ'  พร้อมหั่นส่วนต่างราคาหุ้น 5-50 บาท ให้แคบลง

13 พฤษภาคม 2569

"ตลท. เอาจริง! เตรียมเก็บค่าธรรมเนียมพวก 'ส่งคำสั่งรัวแต่ไม่ซื้อ' พร้อมหั่นส่วนต่างราคาหุ้น 5-50 บาท ให้แคบลง

"ตลท. เอาจริง! เตรียมเก็บค่าธรรมเนียมพวก 'ส่งคำสั่งรัวแต่ไม่ซื้อ' พร้อมหั่นส่วนต่างราคาหุ้น 5-50 บาท ให้แคบลง" 

"ก้าวใหม่ของตลาดหุ้นไทย... สังเวียนที่ความยุติธรรมต้องมาก่อน"

หากเปรียบตลาดหุ้นไทยเป็นสนามการค้าขนาดใหญ่ ในช่วงที่ผ่านมาเราอาจจะเห็น "รอยร้าว" บางอย่างที่ทำให้ความเชื่อมั่นของเหล่านักลงทุนสั่นคลอน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนที่รุนแรง หรือความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงเทคโนโลยีที่ทำให้รายย่อยรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งแข่งกับรถสปอร์ตบนทางด่วน

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายใต้การนำของ คุณอัสสเดช คงสิริ ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในการ "ยกเครื่อง" มาตรการกำกับดูแล เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุค The Trusted Gateway หรือประตูสู่โอกาสที่ทุกคนไว้ใจได้ โดยใจความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การออกกฎ แต่คือการสร้าง "สมดุล" ให้เกิดขึ้นจริงในไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ครับ

1. ปรับ "ระยะก้าว" ให้ถี่ขึ้น เพื่อต้นทุนที่ถูกลง

ลองจินตนาการถึงหุ้นที่มีราคาช่วง 5 ถึง 50 บาท ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มที่นักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจสูง เดิมที "ช่วงราคา" หรือ Tick Size อาจจะกว้างจนทำให้ส่วนต่าง (Spread) ดูหนาเกินไป ตลท. เล็งเห็นจุดนี้จึงเตรียม ปรับลดช่วงราคาให้แคบลง

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลบวกโดยตรง 2 ด้าน คือ ช่วยให้คำสั่งซื้อขายจับคู่กันได้ง่ายขึ้น (Match เร็วขึ้น) และที่สำคัญคือช่วยลดต้นทุนแฝงให้กับนักลงทุน เพราะไม่ต้อง "ซื้อแพง" หรือ "ขายถูก" เกินไปจากช่องว่างราคาที่กว้างเกินความจำเป็นครับ

2. มาตรการ "ส่งเยอะต้องจ่ายเพิ่ม" (Extra Charge)

หนึ่งในประเด็นที่พูดถึงกันมากคือ พฤติกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายแบบถี่รัวแต่ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อจริง หรือที่เรียกว่า High Order-to-Trade Ratio (OTR) ซึ่งสร้างภาระหนักให้แก่ระบบและทำให้กระดานดูสับสน ตลท. จึงเตรียมนำมาตรการ Extra Charge มาใช้

หากบัญชีไหนส่งคำสั่งเกิน 30,000 รายการต่อวัน และมีสัดส่วนการยกเลิกที่สูงเกินจริง (มากกว่า 100 เท่าของที่ Match ได้) จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มรายการละ 0.15 บาท มาตรการนี้ไม่ได้ต้องการกีดกันใคร แต่เป็นการขอให้ผู้ใช้งานที่ใช้ทรัพยากรระบบสูง "รับผิดชอบต้นทุนที่แท้จริง" เพื่อป้องกันไม่ให้คำสั่งขยะมาขวางทางนักลงทุนคนอื่น

3. สยบแรงขายชอร์ต... เมื่อตลาดเริ่ม "ตกใจ"

ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนจนน่ากลัว ตลท. ได้ยกระดับเกณฑ์ Uptick Rule ให้เข้มงวดขึ้น หากหุ้นตัวไหนราคาร่วงแรงเกิน 10% จากวันก่อนหน้า ระบบจะบังคับใช้เกณฑ์ขายชอร์ตได้เฉพาะราคาที่สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันทันทีในวันถัดไป เพื่อชะลอแรงขายที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง

นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดประเภทหุ้นที่ปล่อยให้ Short Sell ได้ โดยจะเน้นเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงจริงๆ เช่น กลุ่ม SET100 หรือ ETF เท่านั้น เพื่อคัดกรองไม่ให้หุ้นตัวเล็กที่มีสภาพคล่องต่ำถูกนำไปทำธุรกรรมที่เสี่ยงต่อการบิดเบือนราคา

4. จับตา HFT ด้วยสายตาของ AI

สำหรับนักลงทุนความเร็วสูงหรือ HFT (High-Frequency Trading) ตลท. จะเปลี่ยนจากการคุมแบบเหมาเข่ง มาเป็นการ "ลงทะเบียน" และติดตามพฤติกรรมเป็นรายบุคคล (Post-Trade Monitoring) โดยมีการใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมที่ผิดปกติ หากใครส่งคำสั่งแบบเอาเปรียบระบบ หรือตั้งใจปั่นป่วนกลไกตลาด AI ตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นกรรมการที่มองเห็นทุกการเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ

การปรับปรุงครั้งนี้คือการปรับตัวตามมาตรฐานโลก (Global Standard) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่ต้องการความโปร่งใส ในขณะเดียวกันก็เป็นการ "กางปีกปกป้อง" รายย่อยให้มีพื้นที่หายใจและเทรดได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น

ช่วงเวลาสำคัญ: ตอนนี้ (13-29 พฤษภาคม 2569) คือช่วงที่ ตลท. เปิดรับฟังความคิดเห็น หากทุกอย่างราบรื่น เราจะได้เห็นหน้าตาใหม่ของตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนนี้ และจะมีการคงมาตรการเหล่านี้ไว้อย่างน้อย 18 เดือนเพื่อประเมินผลครับ

เพราะ "ความมั่นใจ" ไม่ได้เกิดขึ้นจากราคาหุ้นที่เขียวทั้งกระดาน แต่เกิดจาก "กติกาที่ยุติธรรม" สำหรับทุกคน