บทความ

CSI Society สถาบันนักลงทุน CSI

เปลี่ยนคนไทยให้เป็น AI Pro? เจาะลึก 'TH-AI Passport' บิ๊กโปรเจกต์ 1,600 ล้านบาท กับภารกิจอัปสกิลแรงงานยุคใหม่

11 มิถุนายน 2569

เปลี่ยนคนไทยให้เป็น AI Pro? เจาะลึก 'TH-AI Passport' บิ๊กโปรเจกต์ 1,600 ล้านบาท กับภารกิจอัปสกิลแรงงานยุคใหม่

"เปลี่ยนคนไทยให้เป็น AI Pro? เจาะลึก 'TH-AI Passport' บิ๊กโปรเจกต์ 1,600 ล้านบาท กับภารกิจอัปสกิลแรงงานยุคใหม่"

ลองจินตนาการถึงโลกการทำงานในปัจจุบันดูนะคะ วันนี้เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงแค่ 'ทางเลือก' อีกต่อไป แต่กลายเป็น 'ทักษะติดตัว' ที่ทุกคนต้องมี หากย้อนกลับไปในปี 2568 อัตราการเข้าถึงและใช้งาน AI ของประชากรไทยยังอยู่ที่ประมาณ 10.7% เท่านั้น ซึ่งหมายความว่ายังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่อาจเข้าไม่ถึงเครื่องมือทรงพลังเหล่านี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายที่เฉลี่ยสูงถึงเดือนละ 600 บาทต่อหนึ่งแพลตฟอร์ม

นี่จึงเป็นที่มาของก้าวสำคัญครั้งใหญ่ในปี 2569 กับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาประดิษฐ์ที่ชื่อว่า "TH-AI Passport" นโยบายเชิงรุกของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ตั้งใจจะทลายกำแพงเหล่านั้นลง

จากเครื่องมือเฉพาะกลุ่ม สู่เทคโนโลยีเพื่อคน 5 ล้านคน

แก่นความคิดของโครงการนี้ไม่ใช่แค่การแจกสิทธิการใช้งานทั่วไป แต่คือการขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด "Learn to Earn" (เรียนรู้เพื่อสร้างรายได้) ภาครัฐทุ่มงบประมาณกว่า 1,621 ล้านบาท เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยจำนวน 5 ล้านคน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา กลุ่มฟรีแลนซ์ ไปจนถึงผู้ประกอบการ SME ได้เข้าใช้งาน Generative AI ระดับ 'Pro' หรือ 'Premium' จากผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกและระดับประเทศ รวม 14 ราย 24 โมเดล (อาทิ ChatGPT, Gemini, Claude, Grok และ Typhoon ของไทยเราเอง)

จุดเด่นที่น่าสนใจ ภาครัฐสามารถบริหารจัดการต้นทุนเฉลี่ยต่อสิทธิได้อยู่ที่ประมาณ 27.5 บาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นดีลที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับการที่ประชาชนต้องไปกดสมัครใช้งานเอง

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังไม่ใช่แค่การส่ง ID แล้วจบไป แต่มาพร้อมกับระบบนิเวศการเรียนรู้แบบครบวงจร ตั้งแต่การทดสอบวัดระดับก่อน-หลังเรียน, หลักสูตรอบรมเข้มข้น (Boot Camp), ไปจนถึงเวทีการประกวดแข่งขัน เพื่อผลักดันให้อัตราการใช้ AI ของไทยเติบโตขึ้นสู่ระดับ 20-23% เพื่อเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยในตลาดโลก

 ความปลอดภัยของข้อมูล และก้าวต่อไปสู่ ThaiLLM

แน่นอนว่าเมื่อเป็นโครงการระดับประเทศ ประเด็นเรื่อง "ความเป็นส่วนตัว" ย่อมถูกตั้งคำถาม ทางกระทรวงดีอีได้วางระบบป้องกันไว้อย่างรัดกุม โดยข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ยืนยันตัวตนจะถูกเก็บไว้เป็นความลับและไม่มีการส่งต่อให้เจ้าของโมเดล AI ต่างชาติแต่อย่างใด

ในส่วนของคำสั่ง (Prompt) และพฤติกรรมการใช้งาน จะถูกจัดเก็บบนระบบ Cloud ภายในประเทศไทย และจะถูก "ปกปิดตัวตน" (Anonymization) ก่อนนำไปวิเคราะห์ ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้นคือ ข้อมูลดิบที่ปลอดภัยเหล่านี้จะถูกนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนา ThaiLLM (Large Language Model ภาษาไทย) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน AI ของชาติที่จะเข้าใจบริบทและวัฒนธรรมไทยได้ดีที่สุดในอนาคต

เหรียญสองด้านที่สังคมร่วมจับตา

แม้ว่าโครงการนี้จะได้รับเสียงชื่นชมในแง่การลดช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) และการสนับสนุนกลุ่มคนตัวเล็กให้มีเครื่องมือทำงานเทียบเท่าบริษัทใหญ่ ๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง สังคมและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็ยังคงตั้งคำถามสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด:

  • ความโปร่งใส รายละเอียดของ TOR และเกณฑ์การคัดเลือกผู้ให้บริการ 14 ราย
  • ความคุ้มค่าระยะยาว อัตราการเข้ามาใช้งานจริง (Active Users) จะคุ้มกับงบประมาณไหม?
  • ตัวชี้วัดความสำเร็จ ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจหลังจากครบกำหนด 12 เดือน จะสร้างรายได้ให้ประชาชนได้จริงหรือไม่?

เพราะท้ายที่สุดแล้ว "ความสำเร็จ" ของ TH-AI Passport อาจไม่ได้วัดกันที่จำนวนสิทธิ 5 ล้านสิทธิที่แจกจ่ายออกไป... แต่วัดจาก "ศักยภาพที่เพิ่มขึ้น" ของคนไทยในวันที่โลกหมุนไปด้วย AI