บทความ
CSI Society สถาบันนักลงทุน CSI

17 มีนาคม 2569
เมื่อ "พลังงาน" พ่นพิษ แต่ "พอร์ต" ยังต้องรอด เจาะแผนรับมือฉบับ Goldman Sachs ปี 2026
เมื่อ "พลังงาน" พ่นพิษ แต่ "พอร์ต" ยังต้องรอด: เจาะแผนรับมือฉบับ Goldman Sachs ปี 2026
เคยรู้สึกไหมครับว่าโลกการเงินบางทีก็เหมือนพยากรณ์อากาศที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนตั้งตัวไม่ทัน ล่าสุดยักษ์ใหญ่ใจดี (แต่จริงจัง) อย่าง Goldman Sachs เพิ่งจะออกมาขยับหมากบนกระดานหุ้นยุโรปและอเมริกาครั้งใหญ่ เพราะมี "ตัวแปรเจ้าปัญหา" อย่างราคาพลังงานกลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง
วันนี้ผมจะมาสรุปให้ฟังแบบเป็นกันเองว่า พี่ใหญ่เขามองเห็นอะไร และเราควรจะปรับตัวยังไงในวันที่ลมเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนทิศครับ
1. น้ำมัน-ก๊าซ ขยับขึ้น... ความหวัง "ดอกเบี้ยขาลง" เลยต้องรอไปก่อน
- ต้องยอมรับครับว่าปี 2026 นี้ ราคาน้ำมันไม่ได้นิ่งอย่างที่คิด ทีมยุทธศาสตร์ของ Goldman Sachs ปรับเป้าน้ำมันดิบเฉลี่ยไปแตะที่ $77 ต่อบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติที่ 46 ยูโร/MWh ซึ่งตัวเลขเหล่านี้แหละครับที่เป็น "ตัวขัดลาภ" ของเงินเฟ้อ พอน้ำมันแพง อะไรๆ ก็แพงตาม ผลที่ตามมาคือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่เราลุ้นให้ลดดอกเบี้ยกันตัวโก่งในเดือนมิถุนายนนี้ อาจจะต้อง "เลื่อน" ไปยาวถึง กันยายน แทนครับ เรียกว่าต้องรอกันจนเหงื่อซึมเลยทีเดียว
2. ยุโรปในวันที่อากาศเปลี่ยน: อังกฤษกลายเป็น "หลุมหลบภัย"
- ฝั่งยุโรปเองก็น่าสนใจครับ แม้ภาพรวมดัชนี STOXX Europe จะยังดูดีมีกำไร (คาดหวังได้ประมาณ 1% - 4%) แต่ไส้ในมีการเปลี่ยนกลุ่มเล่นครับ ยูโรโซนเริ่มหงอย: เพราะพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตเยอะ พอพลังงานแพงต้นทุนก็พุ่ง อังกฤษ (FTSE 100) กลับมาผงาด: กลายเป็นว่าตลาดหุ้นลอนดอนที่มีหุ้นสาย "ตั้งรับ" (Defensive) และหุ้นที่มีมูลค่าพื้นฐานดี (Value Stocks) กลับดูน่าดึงดูดกว่าในสายตา Goldman Sachs เพราะทนแรงกระแทกจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ดีกว่านั่นเอง
3. กลยุทธ์ "เลือกข้าง" : อะไรควรเติม อะไรควรเลี่ยง?
ถ้าถามว่าตอนนี้ควรเอาเงินไปวางไว้ที่ไหนดี? นี่คือลายแทงที่น่าสนใจครับ:
- กลุ่มที่ควรเพิ่มน้ำหนัก (Overweight): เน้นไปที่ งานก่อสร้างและวัสดุภัณฑ์ รวมถึงกลุ่ม พลังงานหมุนเวียน ที่ได้อานิสงส์จากการที่พลังงานฟอสซิลราคาแพงขึ้น และที่พลาดไม่ได้คือบริษัทกลุ่ม "HALO" (กลุ่มที่มีกระแสเงินเงินสดแข็งแกร่งและลงทุนสูง)
- กลุ่มที่ควรระวัง (Underweight): อุตสาหกรรม ยานยนต์และเคมีภัณฑ์ กำลังเจอศึกหนักครับ ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานนะ แต่เจอ "คลื่นยักษ์จากจีน" เข้ามาแข่งเรื่องราคากันจนหืดขึ้นคอ ส่วนกลุ่ม สื่อ (Media) ก็ถูกลดเกรดลงมาเช่นกันครับ
4. ทำไม "กำไรบริษัท" ยังดูดี ทั้งที่เศรษฐกิจดูเหนื่อย?
- เรื่องนี้เป็นปริศนาที่หลายคนสงสัยครับ Goldman Sachs ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า แม้ GDP (ตัวเลขการเติบโตของประเทศ) จะดูช้าลง แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียน (EPS) อาจจะไม่แย่ตาม เพราะค่าเงินที่อ่อนค่าลงและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะช่วยดัน "ตัวเลขรายได้" ให้ดูสูงขึ้นตามมูลค่าเงินในขณะนั้น (Nominal Growth) นั่นเอง การลงทุนในปี 2026 อาจจะไม่ใช่ปีที่ "ซื้อง่ายกำไรคล่อง" เหมือนปีก่อนๆ แต่มันคือปีของ "นักเลือกหุ้น" (Stock Picker) อย่างแท้จริงครับ การปรับพอร์ตไปหาหุ้นกลุ่มตั้งรับที่มีกระแสเงินสดชัดเจน และการมองข้ามช็อตไปถึงกลุ่มพลังงานสะอาด คือกุญแจสำคัญ เหมือนกับที่นักลงทุนระดับโลกหลายคนชอบบอกครับว่า "เราเปลี่ยนทิศทางลมไม่ได้ แต่เราปรับใบเรือได้" วันนี้ลมพลังงานและดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องกลับมาเช็กใบเรือ (พอร์ตการลงทุน) ของเราให้แข็งแรงพอที่จะฝ่าพายุนี้ไปให้ได้ครับ!
ข้อมูลอ้างอิงและสรุปแนวโน้มเพิ่มเติม:
จากรายงานของ Reuters และ Bloomberg เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2026 ต่างให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวเร่งให้ราคาพลังงานมีความผันผวนสูงขึ้น (Volatile) ซึ่งกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบระมัดระวัง (Hawkish) นานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การกระจายความเสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ที่มีความยืดหยุ่นสูงจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้

